ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต



‘ไล่ตงจิ้น’ ผู้สร้างตำนานความสำเร็จจาก ‘ลูกขอทาน’


                      เริ่มแรก ที่อยู่ของไล่ตงจิ้นไม่เป็นหลักแหล่ง ค่ำไหนนอนนั่น เขาเคยพักมาทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้ ใต้สะพาน ตลาดสด ใต้โรงงิ้ว ทุ่งนา ป่าร้าง ศาลา สวนกล้วย ไร่อ้อย โรงเพาะเห็ด หลุมหลบภัย แม้กระทั่งเล้าหมู สถานที่เขาอาศัยนอนบ่อยที่สุด คือ ศาลเจ้าในสุสาน เพราะคนตายไม่ดูแคลนเขา และไม่ไล่เขา ที่ยืน ที่นั่ง ที่นอนของเขาล้วนเป็นแผ่นดินของผู้อื่นทั้งสิ้น เวลาเอนกายลงนอนก็ผวาว่าเจ้าของจะมาไล่หรือไม่ ถ้าถูกไล่ ก็ต้องลุกไปหาที่นอนใหม่ เรียกได้ว่า หาที่ซุกหัวนอนจริงๆ เขาเริ่มมีบ้านเมื่อเริ่มเข้าเรียน เพราะย้ายไปเรื่อยๆ ไม่ได้อีกแล้ว บ้านของเขาดัดแปลงจากเล้าหมูร้าง มีพื้นที่ 7 ตารางเมตร สำหรับ 14 ชีวิต บ้านเขาล้อมรอบด้วยเล้าหมูที่มียังเลี้ยงหมูอยู่ นอกจากนี้ยังมีนก หนู แมลงสาบ ปลวก แต่พวกเขาก็อยู่ได้ 

อาหารการกินของเขา คือ ผลไม้ช้ำๆ ที่ขายไม่ได้แล้วจากแผงขายผลไม้ โดยไม่สนว่าจะถูกล้อเลียนจากเด็กคนอื่นๆ เขาเลือกเอาผลไม้ที่ช้ำน้อยที่สุดไปให้พ่อแม่ของเขาก่อน รองลงมาให้พี่น้อง ส่วนของตัวเองเลือกที่ช้ำมากที่สุด เขาไม่รู้ว่า เขาเอาชนะความอยากของตัวเอง ยอมกินน้อย และกินส่วนที่แย่ที่สุดได้อย่างไร ไม่รู้ว่าไปเรียนรู้ความรู้สึกกตัญญูกตเวทีมาจากไหน เพราะเวลานั้น เขายังไม่ได้เรียนหนังสือ และไม่มีใครสอน เขารู้จากจิตสำนึกว่าต้องทำแบบนี้ ข้าวบูด ไก่ที่เน่าก็ตัดเอาส่วนที่เน่าทิ้งไป เอาส่วนที่ยังพอกินได้มาต้มซุป แต่ทุกคนก็มีกระเพาะที่แข็งแกร่ง คล้ายกับมีภูมิต้านทาน ไม่มีใครท้องเสียเลย

เครื่องนุ่งห่มของพวกเขา ได้จากชุดกระสอบป่านสีขาวในงานศพ หรือชุดของคนตาย โดยจะได้ภายหลังจากไปช่วยงานศพของคนอื่น ถ้าชุดมีขนาดใหญ่ก็พับแขนพับขาเอา เขาไม่เคยนึกเรื่องแฟชั่นเลย

ศักดิ์ศรีของพวกเขา   ขบวนของพวกเขาเริ่มจากพ่อตาบอด เดินจูงลูกที่ยังเดินไม่ค่อยได้อยู่หน้า 1 คน หลัง 1 คน ตามด้วยไล่ตงจิ้น ที่มือซ้ายถือโซ่ที่ล่ามแม่ และมือขวาถือโซ่ที่ล่ามน้องชายคนโตที่ปัญญาอ่อน 2 คนนี้ ตีกันบ่อยๆ จนต้องเอาโซ่ล่ามไว้ พี่สาวแบกผ้าห่มขาดๆ เดินตามมา และจูงน้องชายคนเล็ก น้องที่ยังคลานอยู่ ไม่มีเสื้อผ้า ไม่ได้อาบน้ำ ก็คลานตามมา จับอะไรได้ก็เอาใส่ปาก ตัวก็เปื้อนดินทรายจับเป็นไคลหนาเตอะ เมื่อคนอื่นเห็น ก็มีปฏิกิริยาต่างกันไป บางคนสงสารจนน้ำตาไหล บางคนก็หัวเราะคิกคัก แถมมาแกล้งเอาหนังสติ๊กยิง เอาพลุไฟยิงใส่แม่ ไล่ตงจิ้นก็เอาตัวไปรับแทน บางคนก็มารังแก มาล้อ บางคนสงสารก็เอาเศษข้าวมาให้ คล้ายกับละครสัตว์ที่เร่แสดงเพื่อแลกรางวัลเป็นข้าวพอให้ยังชีพได้ คำว่า “ศักดิ์ศรี” สำหรับไล่ตงจิ้นแล้ว เป็นเพียงคำคำหนึ่งที่อยู่ในหนังสือแบบเรียน

                   “กว่าผู้คนจะแยกย้ายกันไป ฟ้าก็มืดแล้ว พวกเราเหนื่อยกันเกือบตาย แต่ยังหาสุสานที่พักพิงไม่ได้ ได้แต่รีบหาต้นไม้ใหญ่เป็นที่พัก แล้วนำเศษอาหารที่ได้รับมาแบ่งกันกิน” เมื่อยังหาที่พักไม่ได้ พวกเขาก็มาพักใต้ต้นไม้ หากฝนตก ก็ยังพอมีใบไม้ที่รับน้ำไว้ พอให้ทนได้ แล้วก็เอาเศษอาหารมาแบ่งกันกิน พอให้ผ่านไปอีกวัน ฤดูหนาวของประเทศไต้หวัน อุณหภูมิต่ำถึง 5 องศาเซลเซียส ดังนั้น การใช้ชีวิตไม่ได้ง่ายเหมือนเมืองไทย

                   เมื่อเรารู้สึกว่า คนอื่นพูดกับเราไม่เพราะ เรายิ้มให้คนนั้นแล้วเขาไม่ส่งยิ้มกลับมา หรือเรายกมือไหว้เขา แล้วเขาไม่ทันจะรับไหว้เรา แล้วทำให้เราคิดว่า ครั้งต่อไป ถ้าเราผ่านคนนี้ เราจะทำเฉย เพราะเรายิ้มให้ แล้วเขาไม่ยิ้มตอบ เขามาหมิ่นศักดิ์ศรีเรา หากเรายึดมั่นศักดิ์ศรีมากๆ ให้ลองทบทวนดูอีกครั้งว่า ศักดิ์ศรีของคนคืออะไร เป็นทิฐิมานะ ความถือตัว หรือเป็นคุณธรรม เป็นบุญที่มีอยู่ภายใน ศักดิ์ศรีอยู่ตรงไหนกันแน่

                   ไล่ตงจิ้นอยู่ในสถานะที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไรให้ถือ ชาติตระกูล ฐานะ ความรู้ รูปลักษณ์หน้าตา ไม่มีอะไรให้ถือเลย เมื่อมีอะไรให้ถือ ก็เกิดอติมานะ เมื่อไม่มีอะไรให้ถือ ก็ซึมเศร้า อารมณ์ตกต่ำ หมดอาลัยตายอยาก สู้ใครไม่ได้ เงยหน้าก็ไม่กล้าสู้ฟ้า ก้มหน้าก็ไม่กล้าสู้ดิน อยู่แบนติดดิน รอให้คนมาเหยียบ กลายเป็นอวมานะ ไม่ดีทั้ง 2 อย่าง ที่ดีคือเป็นอย่างเรา คือ รู้หลัก แล้วก้าวต่อไป ไล่ตงจิ้นเกิดมาไม่มีอะไรให้ถือดีเลย แต่ก็ไม่เคยย่อท้อ ค่อยๆ สู้ทีละก้าว จนสุดท้ายได้รับการยอมรับจากคนทั้งแผ่นดินไต้หวัน ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือของเขายังรับการตีพิมพ์เป็นหลายสิบภาษาทั่วโลก คนที่ได้เห็นชีวิตของเขา จะได้เห็นว่าเขาเป็นคนสู้ชีวิต ดังที่เราได้นำมาเป็นตัวอย่าง ไล่ตงจิ้นเกิดเป็นลูกขอทานที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร เมื่อเขาไม่ยึดติดกับศักดิ์ศรีจอมปลอม แต่จับถูกหลักว่า ศักดิ์ศรีที่แท้จริงอยู่ที่ความพยายาม ความมุมานะ การตั้งใจฝึกฝนตนเอง สุดท้ายเขาค่อยๆ ก้าวทีละก้าว อย่างช้าๆ จนกระทั่งก้าวไปอยู่บนยอดที่คนทั้งชาติจับตามองดูได้

เรื่องแม่ของไล่ตงจิ้น มีวันหนึ่งกลับถึงบ้าน แล้วโซ่ที่ล่ามแม่หลุด แม่หายไป น้องชายก็หายไป เขาและพี่สาวช่วยกันตามหาทั้งคืน จนไปเจอแม่อยู่ในบ่อ เขากระโดดลงไปในบ่อเพื่อจะช่วยแม่ขึ้นมา แม่ไม่ยอมขึ้นมาเพราะนึกว่าเป็นคนร้าย เขาบอกแม่ว่า นี่คือเขาเอง แต่ก็ไม่สามารถเรียกสติแม่กลับมาได้ แม่มองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า 2-3 นาที แล้วขัดขืนไม่ยอมขึ้นจากบ่อ สุดท้ายเขายืนอยู่กลางบ่อน้ำ ปล่อยโฮ แล้วกอดแม่ไว้แน่น แม่จะทุบจะตีอย่างไรก็ไม่ถอยไม่หลบ ปากก็ตะโกนร้องไห้ เรียกแม่ และบอกว่า ตนเป็นลูกแท้ๆ ของแม่ เป็นลูกที่แม่คลอดออกมา บางครั้งเขาแค้นใจเหลือเกินว่า ในโลกนี้ มีแม่สักกี่คนที่จำลูกตัวเองไม่ได้ แล้วทำไมคนนั้นต้องเป็นแม่ของเขาด้วย ถึงเขาเจอแบบนี้ เขาก็ไม่ย่อท้อ และดูแลแม่ตลอดชีวิต ก่อนพ่อจะเสียชีวิต ได้ฝากให้เขาดูแลแม่กับน้องชายที่ปัญญาอ่อน เพราะคนอื่นยังเอาตัวรอดได้ เขารับปากพ่อ เขาขอทานเพื่อเลี้ยงแม่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ กลับมาก็ทำงานล่วงเวลาต่อ ได้นอนเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เห็นแม่ทะเลาะกับน้องชาย ส่งเสียงอึกทึกราวกับห้องจะถล่มทลาย แม้จะตกใจ แต่เขาจะทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้เพียงอดทน การเลี้ยงดูแม่ของไล่ตงจิ้น จึงไม่เหมือนคนทั่วไปที่เพียงแค่รับท่านมาอยู่ด้วย แล้วให้ข้าวให้น้ำ แต่เขาดูแลแม่และน้องชายที่ปัญญาอ่อน ความยากนั้นย่อมมากกว่า จะคุยก็คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง และยังอาละวาดบ่อยๆ การดูแลจึงยาก แต่เขาก็ต้องกัดฟันสู้ เขามีความอดทนและความกตัญญูโดยที่ไม่มีใครสอน สิ่งเหล่านี้ซึ้งเข้ามาอยู่ในใจของเขา โดยหล่อหลอมจากสิ่งที่เจอ และเป็นวิถีที่เขาปฏิบัติ

ความรับผิดชอบ ตอนเป็นขอทาน จัดว่าสบายที่สุด คือ เมื่อไปขอทานกลับมาแล้ว เขาก็มีหน้าที่แบ่งข้าวให้ทุกคนกิน โดยเริ่มจากกลุ่มที่กินข้าวได้เองก่อน คือ พ่อ แม่ และน้องๆ ที่โตแล้วส่วนน้องสาว น้องชายที่ยังเล็กอยู่ เขาและพี่สาวแบ่งกันป้อน ส่วนทารกน้อยที่ไม่มีนมแม่กิน ป้อนข้าวก็กลัวจะติดคอตาย ก็เอาข้าวมาเคี้ยวให้ละเอียด แล้วค่อยๆ ป้อน หลังจากนั้น ก็จัดการปัสสาวะอุจจาระของน้องๆ ที่เลอะเทอะ รวมถึงของแม่และน้องชายที่ปัญญาอ่อนด้วย แล้วขนเสื้อผ้าไปซัก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้น้องสาว น้องคนเล็กเล่นอุจจาระตัวเอง แล้วจะเอาเข้าปาก ก็รีบไปห้าม น้องอีกคนลื่นหกล้มทับอุจจาระ จะไปปลอบน้องชาย น้องสาวคนโตอาละวาดเพราะหิว นี่คือ หน้าที่การงานในบ้านที่เขาต้องดูแลตลอดภายหลังจากขอทานเสร็จ

                     “ผมมองดูสภาพความวุ่นวายที่ดูเหมือนจะไม่มีทางจบสิ้นแล้ว รู้สึกรันทดท้อเป็นที่สุด ผมปาของในมือลงกับพื้นอย่างเหลืออด แล้วก็พลอยร้องไห้ตามไปด้วย ภาระที่แบกไว้นี้มันหนักเหลือเกิน จนบางครั้งผมคิดจะหนีไป แล้วทิ้งทุกอย่างที่นี่เสีย ไปตายเอาดาบหน้าคนเดียว แต่พอคิดอย่างนี้ขึ้นมาทีไร ผมก็ใจอ่อนทุกที นึกถึงเมื่อคืน ตอนที่ช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้น้องสาวคนเล็ก ตอนนี้น้องเริ่มจำคนได้แล้ว น้องมองหน้าผมแล้ว เขาย่นจมูกขึ้น ยิ้มน้อยๆ ให้ผม น่ารักที่สุดเลย สิ่งนี้เองที่สอนให้ผมรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า หัวใจละลาย ความรู้สึกเช่นนี้ยังจะมีสิ่งอื่นใดในโลกมาแลกได้อีกได้หรือ ว่าแล้ว ผมก็ยกมือเขกหัวตัวเองแรงๆ ถือชามที่บรรจุอาหารอยู่เต็ม สาวเท้าก้าวยาวๆ อยากกลับถึงบ้านไวๆ” ตอนที่เขาทำหน้าที่เช่นนี้ เขาอายุเพียง 7-8 ขวบเท่านั้น เขาต้องฝ่าพายุไปเคาะประตูตามบ้าน แม้จะถูกด่า ถูกไล่ เขาก็ทนเคาะประตูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขออาหารมาได้ เขาหาอะไรมาคลุมอาหารไม่ให้แฉะ แล้วเอากลับไปที่บ้าน

                     อายุเป็นเพียงส่วนประกอบ ส่วนที่สำคัญ คือ สำนึกความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ที่มีต่อตัวของเราเอง ต่อครอบครัว ต่อหมู่คณะ ต่อวัด ต่อพระศาสนา ถ้าใครคิดเป็น ก็จะเห็นอะไรที่กว้างไกล ใจก็จะสูงขึ้น ใครที่คิดไม่เป็น ก็จะเห็นแคบลง เหลือแค่ตัวเองคนเดียว หวังให้ทุกอย่างรอบตัวแปรเปลี่ยนไปอย่างใจตัวเองปรารถนา คนที่มองเป็น จะยอมรับสิ่งแวดล้อมอย่างที่มันเป็น แล้วมองว่า ตัวเรามีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างดีขึ้น ศูนย์กลางในการคิดไม่เหมือนกัน จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือ เอาส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง ถ้าคิดเป็น มีสัมมาสังกัปโป คิดแล้วใจสูง คิดแล้วใจใส คิดแล้วมีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองในการทำความดี ถ้าไม่มีสัมมาสังกัปโป ยิ่งคิด ใจยิ่งหดเล็กลง คิดแล้วใจหมอง การแยกว่าเป็นสัมมาสังกัปโปหรือมิจฉาสังกัปโป ดูได้จาก เมื่อเราคิด เราพูด ยิ่งคิด ความซึม เซ็ง เบื่อ กลุ้ม ยิ่งเพิ่ม ใจยิ่งหมอง ไม่มีกำลังใจทำความดี แสดงว่า คิดผิดแล้ว หรือถ้าเราคุยกับใคร แล้วรู้สึกอย่างนี้ ให้ห่างคนเหล่านั้นไว้ ถ้าคิด พูด ทำ แล้วทำให้ใจใส มีกำลังใจทำความดี แสดงว่า ถูกต้อง ผลที่ออกมา สามารถบอกเหตุได้

พี่สาวของไล่ตงจิ้น เสมือนภาพตัวแทนของแม่ในใจของเขา เพราะแม่ของเขาปัญญาอ่อน อยู่ในภาวะที่เขาต้องดูแลแม่มากกว่า พี่สาวเป็นคนที่เขาปรึกษาได้ ปรับสารทุกข์สุกดิบกันได้ พี่สาวอายุมากกว่าเขา 3-4 ปี เขารักพี่สาวมาก เวลาไปขอทานก็ไปขอทานด้วยกัน เวลาตัวเองไปขอทาน ก็ให้พี่สาวดูแลบ้าน มีอะไรก็ช่วยกันตลอด วันหนึ่ง เขากลับมาจากโรงเรียน เห็นพี่นั่งร้องไห้ เขาถามว่า ไม่สบายหรือเปล่า ถูกใครรังแกหรือเปล่า พี่สาวก็ไม่ยอมบอก แล้วก็แยกย้ายกันนอนพักผ่อน เช้าวันรุ่งขึ้น เขารีบตื่นไปโรงเรียน พี่สาวยังไม่ตื่น จึงยังไม่ได้คุยกัน พอกลับมาจากโรงเรียน พี่สาวไม่อยู่ที่บ้านแล้ว เขามารู้ความจริงภายหลังจากพ่อว่า พ่อขายพี่สาวให้กับซ่องโสเภณี เพื่อเอาเงินมาส่งให้เขาเรียนหนังสือและจุนเจือครอบครัว เขาตกใจมาก และคิดว่า จะไม่เรียนแล้ว พ่อบอกว่า ถ้าเขาทิ้งการเรียน ก็เท่ากับทรยศต่อพี่สาว เขาจึงต้องกลับไปเรียนต่อ เมื่อเขากลับจากโรงเรียน ก็รีบมาช่วยพ่อขอทาน เขาต้องทำเวลา เพราะสุสานที่เขาพัก อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กม. ขณะที่พ่อกำลังขอทานอยู่ข้างถนน เขาก็นั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้านอยู่ข้างๆ โดยต้องระวังตำรวจไปด้วย ถ้าตำรวจมา ต้องรีบพาพ่อวิ่งหนีเนื่องจากตำรวจจะจับ เขาสอบได้ที่ 1 ตลอดตั้งแต่เรียน ป.1 ถึง ป.6

                      ช่วงที่เขาอยู่ ป.3 มีการประกวดเขียนพู่กันคัดลายมือ เขาอยากไปแข่งบ้าง แต่ไม่มีเงินซื้อพู่กัน จึงเอากิ่งไม้มาซ้อมเขียน แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร เขาไปเปิดดูในร้านหนังสือ เพราะไม่มีเงินซื้อหนังสือ แอบจำออกมา แล้วฝึกเขียนทีละตัว เขียนแล้ว เขียนอีก ใกล้ถึงเวลาแข่ง ก็เอาเงินไปซื้อพู่กันที่ราคาถูกที่สุด จุ่มหมึกเขียนแต่ละครั้ง ขนพู่กันก็หลุดออกมาเป็นเส้นๆ ผลคือ เขาแข่งชนะตั้งแต่ ป.3 ถึง ป.6 นั่นคือ อยู่ที่ความวิริยะอุตสาหะ ความสู้

                       เขาบอกว่า เขาเสียเวลาอยู่ที่โรงเรียนทั้งวัน ดังนั้น เวลาที่เขากลับมาแล้ว จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้เลยซักวินาที เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เขาต้องถือกระเป๋ารีบวิ่งกลับบ้าน รีบถอดชุดนักเรียน ถอดรองเท้านักกีฬาซึ่งเป็นรองเท้าเพียงคู่เดียวของเขาออก “ ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งเคยซื้อชุดชุดนี้ และรองเท้าคู่นี้เป็นครั้งแรก ผมจึงกลัวว่ามันจะขาดและสกปรกเร็วเกินไป แล้วเปลี่ยนเป็นชุดท่านชายตกยาก ซึ่งเป็นเสื้อผ้าของผู้ตายที่ได้รับแจกมาจากงานศพ เดินเท้าเปล่า สะพายกระเป๋านักเรียน เดินจูงพ่อออกไปขอทานตามที่ต่างๆ ”

การเรียนและรางวัลที่เขาได้รับ ตั้งแต่วันที่เขาไปรายงานตัว เด็กคนอื่นมีพ่อแม่มาส่ง ร้องไห้กระงอแงไม่อยากมาเรียน จะกลับบ้าน แต่เขามาโรงเรียนคนเดียว ครูถามว่า ทำไมมาคนเดียว พ่อแม่ไปไหน เขาตอบว่า พ่อแม่เขามาไม่ได้ พ่อเขาตาบอด แม่เขาปัญญาอ่อน ทุกคนในห้องและพ่อแม่ของคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง ถึงตอนจะกรอกอาชีพผู้ปกครอง เขาก็ไม่รู้จะกรอกอย่างไร เขาถามครูว่า ครูครับ พ่อผมเป็นขอทาน ผมจะเขียนอย่างไรดีครับ ครูจึงบอกให้เขียนว่า ทำอาชีพส่วนตัว เขาเขียนไม่เป็น เพราะไม่ได้เรียนชั้นอนุบาลมาก่อน ครูจึงสอนเขาให้เขียน หลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ มีการเลือกหัวหน้าห้อง เพื่อนๆ เลือกเขาให้เป็นหัวหน้าห้อง เพราะความรับผิดชอบและความเป็นผู้นำที่เขามีมาตลอด ห้องของเขาเป็นแชมป์ด้านความสะอาด และด้านอื่นๆ มาตลอด เขาจึงเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

                      “ผมอ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่งทุกวัน แม้บางคืนจะได้นอนเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงก็ต้องตื่น แต่ผมไม่เคยละทิ้งโอกาสใดๆ ที่จะทำให้ผมได้อ่านหนังสือ ในที่สุด ผลการสอบวัดผลของเทอมแรกออกมา ปรากฏว่า ผมสอบได้คะแนนเต็มทุกวิชา และสอบได้ที่ 1 ของนักเรียนทั้งระดับชั้น ผมยังจำได้ถึงวันประชุม ครูใหญ่เป็นผู้ยืนมอบรางวัลอยู่ที่หน้าเวที ตอนที่ครูใหญ่ประกาศว่า ขอเชิญเด็กชายไล่ตงจิ้น ประถม 1 ห้อง ข ให้ออกมารับรางวัล ผมตื่นเต้นดีใจจนตัวสั่น ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ผมอยากจะตะโกนออกมาเหลือเกินว่า ผมเองครับ ผมวิ่งออกไปรับเกียรติบัตรและรางวัลด้วยความปลาบปลื้มใจยิ่ง ในวินาทีที่มือผมได้สัมผัสกับเกียรติบัตร ผมรู้สึกราวกับว่าไฟฟ้าช้อต มือผมสั่นจนแทบจะถือเกียรติบัตรบางๆ แผ่นนั้นไม่ไหว วันเวลาแห่งความพากเพียรที่สู้อดทนยืนท่องหนังสือตามข้างถนน คุกเข่าทำการบ้านบนพื้นดินขรุขระ ความอุตสาหะของผมไม่ได้สูญเปล่าเลย ผมสอบได้ที่ 1 แล้ว ตอนที่ผมกำลังหมุนตัวกลับลงมาจากเวทีนั้น คณะครูอาจารย์และนักเรียนต่างก็คึกคักกันสุดขีด เสียงตบมือแสดงความชื่นชมดังสนั่นหวั่นไหว ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ แทบไม่มีใครไม่รู้สภาพครอบครัวของผม ผมรู้ว่าพวกเขากำลังเอาใจช่วยผม ไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้กำลังใจผม ให้มีพลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตในวันข้างหน้าด้วย”

                       พอเขากลับถึงบ้าน ความดีใจค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ถ้าเป็นเด็กทั่วไป กลับไปบ้าน ก็จะนำรางวัลไปอวดพ่อแม่ แล้วพ่อแม่ก็ชื่นชมและไปคุยโม้ให้คนอื่นฟัง เขาคิดว่า ถ้าคุยให้แม่ฟัง แม่จะรู้เรื่องไหม “ผมกอดเกียรติบัตรไว้แน่น ยืนมองดูแม่ที่กำลังเล่นดินทรายอยู่ที่พื้นหน้าบ้าน ผมรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาทันที เกียรติบัตรใบนี้ก็คงเป็นเพียงแค่เศษกระดาษธรรมดาใบหนึ่งสำหรับแม่เท่านั้น” เขาพูดกับพ่อว่า “พ่อครับ พ่อลองจับกระดาษแผ่นนี้ดูสิครับ” พ่อคลำดูอยู่นิดหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย “พ่อครับ นี่เป็นเกียรติบัตรนะครับ เป็นใบประกาศผลสอบได้ที่ 1 ของผมไงครับพ่อ” แม้แต่พ่อจะตอบว่า “อือ” ซักคำก็ยังไม่มี พ่อใช้ไม้เท้าประคองตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ “ผมคิดว่า พ่อน่าจะลูบหัวผมซักหน่อย หรืออย่างน้อยก็น่าจะพูดซักคำว่า เก่งจริง หรือไม่ก็พูดว่า เยี่ยมไปเลย ก็ยังดี ผมเงยหน้าขึ้นมองพ่อ ท่านกระแอมเหมือนตั้งท่าจะพูด ผมรอคอยท่านด้วยสายตาเปี่ยมหวัง พ่อพูดแล้ว พ่อพูดว่า รีบไปหุงข้าวซะ เดี๋ยวต้องออกไปขอทานกันแล้ว พูดจบ พ่อก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทันที ผมรอจนท่านเดินออกไปจากห้องแล้ว จึงมีกำลังเปล่งคำนี้ออกมาได้อย่างยากเย็น ครับ ผมจะไปหุงข้าวเดี๋ยวนี้ล่ะ ทำไมถึงคัดจมูกจังนะ เอาละ เดี๋ยวก็ต้องออกไปเป็นขอทานเหมือนเดิมแล้ว ทำไมมันช่างเจ็บแปลบในใจอะไรเช่นนี้ ครับ ผมเต็มใจทำทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ แต่เกียรติบัตรใบนี้ ผมจะถือกลับมาให้ใครชื่นชม ไม่รู้ว่าผมเกิดมุทะลุอะไรขึ้นมา จู่ๆ ก็วิ่งออกไปนอกประตูรั้ว นั่งคุกเข่าลงกับพื้น สองมือประคองใบเกียรติบัตรเอาไว้ แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วผมก็อ่านตัวหนังสือบนเกียรติบัตรดังๆ ชัดๆ ทีละตัว เกียรติบัตรนี้ ขอมอบเพื่อเป็นเกียรติแก่เด็กชายไล่ตงจิ้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ห้อง ข ที่สอบได้ที่ 1 ในการสอบครั้งที่ 1 เทอมที่ 1 ปีไต้หวันที่ 57 ขอมอบเกียรติบัตรไว้ ณ โอกาสนี้ เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ พอผมอ่านจบรอบแรก ก็ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำมูกและน้ำตา แล้วก็เริ่มอ่านอีก” นี้คือรางวัลแรกในชีวิตของเขา ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 เขาได้เกียรติบัตรมา 80 กว่าใบ จนข้างฝาไม่พอจะติด ทั้งการเรียน การเขียนพู่กัน งานศิลปะ งานกีฬา

                      “นับแต่ที่ได้รางวัลเป็นต้นมา เหมือนเห็นแสงสว่างร่ำไรท่ามกลางความมืด เพชรที่แท้ ความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเรียนหนังสือ ก็นำมาซึ่งเกียรติยศ ที่แท้ ชื่อเสียงเหม็นโฉ่ของการขอทาน นานกว่า 30 ปีของพ่อกับแม่ ถูกลบล้างได้ ด้วยเกียรติยศบางๆ แผ่นแล้วแผ่นเล่า เด็กขอทานคนหนึ่งที่ถูกหัวเราะเยาะมาเป็น 10 ปี พลันเกิดมีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมา มีศักดิ์ศรีน่าเคารพขึ้นมาทันควัน เหมือนดอกไม้สวยสดงดงามที่โผล่พ้นโคลนตม ผมตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่ว่า ซักวัน ผมจะต้องสลัดคราบขอทานตัวเหม็นและความอับโชคให้หมดไปจากครอบครัวเราให้จงได้ และจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกพวกเราได้อีก ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 จนถึงจบชั้นประถมปีที่ 6 เกียรติบัตรที่ผมเคยได้รับรวมกันทั้งหมดก็ประมาณ 80 กว่าใบได้ ทั้งรางวัลสอบใหญ่ สอบย่อย รางวัลนักเรียนตัวอย่าง รางวัลประกวดเขียนพู่กัน รางวัลงานวาดภาพศิลปะ ตลอดจนรางวัลกีฬาแทบทุกประเภท ผมก็ชนะคนอื่นแทบทั้งนั้น ในที่สุด ความมุมานะของผม ก็เป็นที่ล่ำลือกันไปทั่วละแวกบ้าน ใครๆ ก็รู้ว่า ลูกของวูซื่อ เรียนหนังสือเก่งเป็นที่หนึ่ง เวลาสอนลูกหลาน เขามักจะบอกว่า ดูไอ้ลูกขอทานคนนั้นสิ พ่อแม่เขาทั้งพิการ ทั้งไม่รู้หนังสือ แถมยังเป็นขอทานอีก ออกลูกมาทั้งขยันและกตัญญูอย่างนี้ เราต้องรู้จักเอาอย่างอาจิ้นนะ แต่ก่อน พ่อไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนรังเกียจ เดี๋ยวนี้เดินไปที่ไหน ใครๆ ก็รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นคนขายผัก เถ้าแก่ร้านของชำ อาซิ้มข้างบ้าน ต่างก็พากันยกนิ้วหัวแม่มือชูขึ้นให้พ่อมาแต่ไกล ตะโกนปาวๆ ว่า วูซื่อเอ้ย ลูกแกนี่ยอดไปเลย ที่หนึ่งเชียวนะเนี่ย พวกรุ่นพี่ที่เคยกลั่นแกล้งหัวเราะเยาะผม ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงท่าทีเป็นละอายต่อผมขึ้นมาบ้าง พอเห็นผม เขาก็เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ให้ แล้วก้มหน้าเดินผ่านไป เพื่อนบางคนถึงกับคำนับผมก่อน”



‘ลูกขอทาน’ ขึ้นรับรางวัล 1 ใน 10 บุคคลดีเด่นแห่งไต้หวันประจำปี 1999

                       นิยามของคำว่า “ศักดิ์ศรี” ถ้าดูจากชีวิตของเขา ก็จะมองออกว่า ศักดิ์ศรีจริงๆ เป็นอย่างไร แม้จะเป็นในภพนี้เป็นหลักก็ตาม ประโยชน์ในชาตินี้ เพราะสู้มาขนาดนี้ เมื่อเรามีโอกาสได้มาศึกษาธรรมะได้ถึงขนาดนี้ เราเข้าใจอะไรมากกว่าเขา ส่วนความลึกซึ้งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขายังเข้าใจไม่มากเท่าเรา รู้ก็เพียงแค่สิ่งที่พบเห็นได้ในภพนี้ แต่เขาทำอย่างถึงที่สุด เอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วก้าวมาถึงจุดนี้ เมื่อดูตัวอย่างนี้แล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไป เราทุกคนไม่ควรมีคำว่าบ่น พร่ำเพ้อรำพันว่า ทำไมถึงต้องเป็นเรา ให้ลบไปจากพจนานุกรมของเรา ทำไมนะ ไม่ยุติธรรมเลย พี่เขาทำกับเราอย่างนี้ได้อย่างไร เพื่อนทำไมทำกับเราอย่างนี้ ตัดพ้อต่อว่า โชคชะตาราศีต่างๆ ทั้งปวง รู้สึกว่าไม่ถูกใจ ให้ลบไปเถอะ ที่เราอยู่ มันคือสวรรค์แท้ๆ ถ้าเทียบกับที่ไล่ตงจิ้นมีต้นทุนอยู่ ให้เรามีความอดทน ความวิริยะอุตสาหะ ความพากเพียรพยายามในการฝึกตัวเองในการทำหน้าที่งานทางพระศาสนา ถ้าเราคิดเช่นนี้ เราจะสร้างบารมีอย่างมีความสุขตลอด ทุกวันที่ผ่านไป เห็นอะไรก็ดีไปหมด เหมือนเราอยู่บนสวรรค์แท้ๆ สวรรค์บนดิน มองว่า สิ่งที่เรามีก็สุดยอดแล้ว จะหวังให้ทุกอย่างดีอย่างใจ 100% ในโลกนี้ หาได้ยาก ไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าไปมองส่วนที่พร่อง ส่วนที่ขาด มองเท่าไร ก็ยิ่งกลุ้ม ถ้ามองส่วนที่เรามีอยู่ตอนนี้ จะเห็นว่าเหลือเฟือ ถ้าเราตั้งใจฝึกตัวเอง ตั้งใจทำงานเพื่อพระศาสนา งานจะไปได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาจะน้อย การกระทบกระทั่งจะน้อย เมื่อแต่ละคนไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เป็นเงื่อนไข มันก็จบแล้ว มันจะประสานกันได้สนิท ศักดิ์ศรีไม่ใช่ความแข็งกระด้าง เพราะนั่นไม่ใช่ศักดิ์ศรี แต่คือ อติมานะ ศักดิ์ศรีคือดวงบุญภายใน คุณธรรมภายใน นุ่มนวล ไม่มีการกระทบกระทั่ง ไม่มีความแข็งกระด้าง มีแต่ความอ่อนโยน และความนิ่มนวล มุ่งเน้นการฝึกตัวเองให้มีคุณธรรมสูงขึ้น

                        ไล่ตงจิ้นเกิดปี พ.ศ.2502  ถือเป็นบุคคลร่วมสมัย เขาทำได้ แล้วทำไมลูกพระธัมจะทำไม่ได้ เราต้องเดินหน้ายืนหยัดทำให้ได้ เพราะเป้าหมายของเรายิ่งใหญ่กว่านี้ พวกเราทุกคนมีบุญที่ได้มาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เราจึงได้รู้ว่า เราอยู่ตรงนี้ เราจะไปที่ไหน ซึ่งอีกหลายคนไม่มีโอกาสรู้

                        ไล่ตงจิ้น มีความวิริยะอุตสาหะ แต่เมื่อเทียบกับพวกเราแล้ว เรามีเนื้อนาบุญ อยู่ในแหล่งบุญ ได้มีโอกาสให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าเราเอาความพากเพียรวิริยะของไล่ตงจิ้นมาใช้กับเราซึ่งมีโอกาสมากกว่า ก็จะต่อยอดกันไปอีก บุญที่เราจะสร้างจะทวีคูณเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า ดังนั้น เราไม่ควรหยุดอยู่ตรงนี้

                        ภาษาจีนมีอยู่ว่า “เข่อสี” แปลเป็นไทยได้ว่า รู้จัก ตระหนัก ดีใจในโอกาสที่มาถึงมือ สิ่งที่ตนเองมีอยู่ ได้มีโอกาสอะไรแล้วมีความปีติเหลือเกิน แล้วรีบใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ ไม่ดูเบา แล้วปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป หลายคนมาเสียดายตอนสายไป เราต้องไม่เป็นอย่างนั้น ต้องรู้จัก “เข่อสี” คือ ใช้โอกาสให้เต็มที่ในการสร้างบุญ สร้างบารมี ในการฝึกฝนอบรมตัวเอง

                       โลกโหยหาบุคคลตัวอย่าง ถ้ามีบุคคลตัวอย่างเกิดขึ้นมามากๆ จะทำให้โลกสว่างขึ้น ผู้คนใจสูงขึ้น เมื่อได้สัมผัสกับชีวิตของบุคคลเหล่านี้ ตอนหลัง ไล่ตงจิ้นจะเรียนต่อชั้นมัธยม แต่พ่อไม่ให้เรียนต่อ เพราะไม่มีเงิน เขาก็พยายามทำงานเก็บเงินมาให้พ่อ จนกระทั่งพ่อใจอ่อน ยอมให้เขาเรียนต่อได้ พอจบมัธยม ก็คิดว่า คงเรียนต่อมหาวิทยาลัยไม่ไหว เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะห่างบ้าน เขาจึงเรียนสายวิชาชีพ แล้วทำงานในบริษัท เขาก่อร่างสร้างบริษัทมากับเถ้าแก่ เริ่มจาก 2 คนจนบริษัทใหญ่ขึ้น เขาได้เป็นหัวหน้าบริหารสาขาทั้งหมด ก็ประสบความสำเร็จ

                       พอเขาจะไปจีบสาว พ่อแม่ของผู้หญิงบอกว่า แกจะไปแต่งงานกับลูกขอทานเหรอ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม เพราะเสียชาติตระกูล แต่ทั้งสองคบหากันนาน 2 ปีจนพ่อแม่ของผู้หญิงยอมให้แต่งงาน มีลูก และดูแลทุกอย่างอย่างดี เขาซื้อบ้านของตัวเองได้ ไถ่พี่สาวออกมาได้ และซื้อบ้านอีกหลังให้พี่สาวอยู่ใกล้ๆ ส่วนแม่และน้องชายที่ปัญญาอ่อนก็ดูแลอยู่ในบ้าน เขาส่งเสียน้องๆ คนอื่นจนเรียนจบและแยกครอบครัวออกไป เขาได้สร้างสิ่งต่างๆ ที่เน้นเรื่องความกตัญญู เช่น สวนกตัญญู ชีวิตของเขาที่ผ่านมาทั้งหมด ก็กลายเป็นประวัติ เขาได้รับคัดเลือกเป็นบุคคลตัวอย่าง 1 ใน 10 คนในปี พ.ศ.2542 เขาได้รับความชื่นชม ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ จนเขาได้เขียนหนังสือของเขาขึ้นมา