Bill Gates "คำถามแห่งชีวิต"


"ถ้าคุณมีเวลา 2-3 ชม.ต่อสัปดาห์ และมีเงิน 2-3 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับอุทิศให้กับอะไรสักอย่างที่มีผลสูงสุดต่อการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  หรือทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น  ถามว่าคุณจะใช้เวลาและเงินนั้นอย่างไร"เป็นคำถามที่บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รับ ในวันรับปริญญาจาก  "บัณฑิตใหม่"  คนหนึ่งที่ชื่อ  "บิล เกตส์"
"บิล เกตส์"  เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแต่เรียนไม่จบ เขาเลิกเรียนเพื่อไปสร้างตำนานบทใหม่กับอาณาจักรธุรกิจที่กลายเป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว นั่นคือ "ไมโครซอฟต์"

หลังจากลาออกไป  30 ปี  วันนี้มหาวิทยาลัยได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้กับ  "บิลเกตส์" พร้อมกับเชิญเขาเป็นผู้กล่าว "ปัจฉิมนิเทศ" ให้กับบัณฑิตใหม่ ใครๆก็นึกว่า "บิล เกตส์" มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกจะพูดถึงเรื่องวิธีคิดทางธุรกิจหรือเส้นทางสู่ความสำเร็จแบบ "กบฏ" แต่ใครจะไปนึกว่าสิ่งที่เขาตั้งใจที่จะบอกกับ "บัณฑิต" และคณาจารย์ของ "ฮาร์วาร์ด" กลับเป็น "มุมมองใหม่"  และ  "คำำถามแห่งชีวิต"

เขาเริ่มต้นปาฐกถาด้วยการยิงมุขเรียกเสียงฮาจากคนฟัง
"บิล เกตส์"  บอกว่าเขาคอยมา 30 ปีเพื่อที่จะพูดว่า "คุณพ่อครับ ผมบอกคุณพ่อเสมอมาใช่ไหมว่าวันหนึ่งผมจะกลับมาเอาปริญญาให้ได้" และ "ผมมักชักนำคนไปในทางเสีย นั่นคือเหตุผลที่ผมได้รับเชิญให้มาพูดในวันรับปริญญาของคุณ   เพราะถ้าผมมาพูดในวันปฐมนิเทศของคุณ คุณบางคนอาจเรียนไม่จบในวันนี้ก็ได้"

จากนั้น "บิล เกตส์" ก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเขากับ "ฮาร์วาร์ด"
"สิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับฮาร์วาร์ดได้แก่การอยู่ท่ามกลางพลังงานและปัญญา" 
 
ก่อนจะ "ตีแสกหน้า"คณาจารย์และบัณฑิตของสุดยอดมหาวิทยาลัยของโลก  
เขาบอกว่าเมื่อมองย้อนกลับไป  มีความสลดใจเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในใจของเขา  
"ผมออกจากฮาร์วาร์ดไปโดยไม่มีความตระหนักอย่างแท้จริงเลยถึงความไม่เสมอภาคอันแสนโหดร้ายในโลก  ความเหลื่อมล้ำอันน่าขนหัวลุกในด้านสุขภาพ ทรัพย์สิน และโอกาส ผมได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองอย่างมากมายในฮาร์วาร์ด  ผมได้สัมผัสใกล้ชิดถึงความก้าวหน้าซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์  แต่ความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการค้นพบ  หากอยู่ที่การค้นพบนั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดความไม่เสมอภาคได้อย่างไรต่างหาก ผมออกจากฮาร์วาร์ดไปโดยแทบไม่รู้เลยว่าเยาวชนนับล้านคนถูกโกงโอกาสด้านการศึกษาในประเทศของเรานี่เองและผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนเป็นล้านๆที่ต้องมีชีวิตอยู่กับความยากจนแสนสาหัสและโรคร้ายในประเทศกำลังพัฒนา เป็นเวลาหลายทศวรรษกว่าผมจะค้นพบ"  
        
จากนั้นเขาก็เริ่มตั้งคำถาม  
"ถ้าคุณมีเวลา 2-3 ชม.ต่อสัปดาห์ และมีเงิน 2-3 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับอุทิศให้กับอะไรสักอย่างที่มีผลสูงสุดต่อการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น ถามว่าคุณจะใช้เวลาและเงินนั้นอย่างไร"
"2-3 ชม.ต่อสัปดาห์"  หรือ "2-3 ดอลลาร์ต่อเดือน"  เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า  "ไม่มีเวลา-ไม่มีเงิน"
 
สำหรับ "บิล เกตส์" และภรรยา  ความท้าทายของเขาในมุมเดียวกันก็คือ
"เราจะทำอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดต่อคนจำนวนมากที่สุดจากทรัพยากรที่เรามีอยู่"
 
"บิล เกตส์" ตอนนี้อายุ  52 ปี  อีก  1 ปี เขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟต์เพื่อไปบริหารมูลนิธิของเขา มูลนิธินี้มีเงินทุนประมาณ  30,000 ล้านเหรียญ และ “วอร์เรน บัฟเฟ็ตน์”  มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเป็น “สหายต่างวัย”  ของเขาสมทบให้อีก 37,000 ล้านเหรียญ  ครับ ทรัพยากรที่เขามีอยู่ คือ 67,000 ล้านเหรียญ หรือ 2.4 ล้านล้านบาท  เขากำลังจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อ "ตัวเอง"  แต่เพื่อ  "ผู้อื่น"
 
เขาไม่เชื่อว่าคนเราไร้ "น้ำใจ"
"ผมเชื่อว่าเรามีน้ำใจมากจนไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไรหมด"  แต่ที่ไม่แสดงออกมาเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร  ถ้าทุกคนเข้าใจปัญหา มองเห็นทางแก้ปัญหาและเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ทุกคนคงแสดงน้ำใจกันแล้ว  แต่เพราะ "ความสลับซับซ้อน"  ปิดกั้น  ทำให้ทุกคนไม่เห็นปัญหา-ทางแก้และผลลัพธ์  ทุกคนจึงไม่รู้ว่าจะแสดงน้ำใจอย่างไรดี
 
"บิล เกตส์" เสนอแนวทางทะลุทะลวง "ความสลับซับซ้อน" 4  ขั้นตอนด้วยกัน
1. พิจารณาจุดหมายหรือกำหนดเป้าหมาย
2. ค้นหากลวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
3. หาเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด
4. ระหว่างที่กำลังค้นหา  ให้นำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาใช้อย่างชาญฉลาด
เขาเชื่อว่าการนำเสนอที่ดีจะนำมาซึ่งการร่วมมือร่วมใจทั้งภาครัฐและเอกชน

ในตอนท้ายของปาฐกถา “บิล เกตส์”  ย้อนกลับไปถามคนใน “ฮาร์วาร์ด”  อีกครั้งหนึ่ง 
"ฮาร์วาร์ดสามารถจะอุทิศพลังทางปัญญาของตนเพื่อช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้คนที่ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อฮาร์วาร์ดได้ไหม"
"สติปัญญาชั้นยอดเยี่ยมของเราควรจะอุทิศให้แก่การแก้ปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่สุดของเราหรือไม่"
 
ก่อนจะทิ้ง "ความหวัง" ให้กับ "บัณฑิตใหม่" ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาที่ฮาร์วาร์ดในอีก 30 ปีจากนี้ไป  และมาไตร่ตรองถึงการใช้พรสวรรค์และพลังงานของคุณ  ผมหวังว่าคุณจะวินิจฉัยตัวคุณเองไม่เฉพาะในด้านของความสำเร็จในอาชีพเท่านั้นแต่ในด้านผลงานของคุณเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกันอันล้ำลึกที่สุดด้วย  คุณได้ปฏิบัติต่อคนที่อยู่คนละฟากโลกได้ดีแค่ไหน เมื่อคนเหล่านั้นไม่มีอะไรร่วมกับคุณเลย ยกเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของเขาเท่านั้น"
 
ที่มา หนังสือ ปัญหาคือยาวิเศษ ของหนุ่มเมืองจันท์
รูปภาพ http://mynotetakingnerd.wordpress.com/category/wealth-attraction/